เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในสมัยโรเมโอและจูเลียต ตรงกับสมัยเรอเนอส์ซองซ์ของอิตาลี เมื่อปี ค.ศ. 1450-1500 ส่วนประกอบเครื่องแต่งกายผู้ชายในสมัยนี้เหมือนกับเครื่องแต่งกายผู้ชายช่วงปลายยุคกลาง ซึ่งมีทั้งเชิ้ตชั้นใน (คำว่าเชิ้ตในภาษาอิตาลีเรียกว่า คามีชา/Camicia) กางเกงชั้นในผ้าลินิน มีดับบลิตผูกติดอยู่กับถุงน่อง และเจ๊กเก็ตชั้นนอก

เสื้อผ้า

เชิ้ต หรือ คามีชา

คือเสื้อผ้าชั้นในที่สวมแนบเนื้อ มองเห็นได้เฉพาะตรงริม หรือผ่านทางเสื้อผ้าชั้นนอกสุดที่มีช่องเปิดอยู่ ผู้ชายในสังคมระดับล่างมักจะสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดียวสำหรับทำงานหนัก เชิ้ตสำหรับคนงานระดับล่างต้องทำจากผ้าลินินเนื้อหนาหยาบ ส่วนในหมู่คนชั้นสูงจะมีเนื้อละเอียดและนิ่ม จะตัดแขนและลำตัวเป็นชิ้นเดียว มีกัสซ์อิต (Gussets/ผ้าผืนสามเหลี่ยมหรือรูปขนมเปียกปูนขนาดเล็กปิดอยู่ที่รักแร้) เพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวก

เชิ้ตจะยาวตั้งแต่สะเอวหรือสะโพก ไปจนถึงเหนือเข่า

.

.

ดับบลิต

ยาวต่างกันไปตั้งแต่ยาวถึงสะเอวไปจนกระทั่งเลยไปใต้สะโพก ช่างตัดเสื้อชาวอิตาลีมักจะแต่งเส้นราวคอดับบลิต (และเจ๊กเก็ต) ให้โดดเด่นเพื่ออวดระดับทักษะชั้นสูง

ถุงน่อง

ถุงน่องส่วนมากทำจากผ้าทอ ผูกเชือกดึงให้ติดกับดับบลิตช่วยทำให้รัดรูปขึ้น แต่ทำให้ออกกำลังกายได้ไม่สะดวก จิตรกรในสมัยเรอเนอสซองซ์มักจะวาดภาพผู้ชายที่กำลังใช้แรงกาย คลายเชือกรัดออกจนมองเห็นถุงน่องอยู่หลวมๆ ทางด้านหลัง

ถุงน่องที่ยึดติดกับดับบลิต อาจตัดจากผ้าสองผืนแยกจากกัน หรือใช้ผ้าผืนเดียวม้วนเย็บติดเข้าด้วยกันที่ง่ามขา โดยปกติแล้วผู้ชายที่ใช้แรงงานหรือออกรบจะสวมดับบลิตกับถุงน่อง ยกเว้นในกรณีของคนชั้นสูงสุดในสังคม อย่างไรก็ตามปลายศตวรรษ คนหนุ่มๆ สมัยนิยมหันมาสวมดับบลิตและถุงน่องโดยไม่สวมแจ๊กเก็ตไว้ชั้นนอก

แจ๊กเก็ต

ราวกลางศตวรรษ แจ๊กเก็ตจะรัดรูปอย่างนุ่มนวลไปจนถึงข้างลำตัวแล้วมีกระโปรงบานติดอยู่ที่สะเอว ยาวลงไปถึงใต้สะโพก

ถึงปลายศตวรรษ แจ๊กเก็ตไม่มีแขน ดูแล้วคล้ายๆชุดที่เย็บร้อยเข้าด้วยกันบริเวณหัวไหล่ ใต้รักแร้เปิด โป่งและจับจีบ แจ๊กเก็ตในลักษณะนี้ใช้สวมกับแบบที่รัดเข็มขัดและไม่รัดเข็มขัด

.

.

.

แขนเสื้อ

แบบแขนเสื้อเป็นหนึ่งในสไตล์ชาวอิตาลีที่มีความโดดเด่น การตัดเย็บอาจมีความสลับซับซ้อน มีหลายประเภทแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการในบางลักษณะ

แขนเสื้อรูปทรงแรกสุดตัดออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะโป่งและค่อนข้างฟูเป็นลอนตั้งแต่ไหล่ลงมาจนถึงข้อศอก อีดส่วนหนึ่งจะรัดรูปตั้งแต่ข้อศอกไปจนถึงข้อมือ

ภายหลังมาอีกเล็กน้อย จะเป็นแขนเสื้อชั้นเดียว จะโป่งที่หัวไหล่แล้วค่อยๆ เรียวเข้ามาจนถึงข้อมือ

ภายหลังถัดมา แขนเสื้อจะแคบเข้าจนรัดรูปอย่างนุ่มนวลตลอดช่วงแขน เมื่อแขนเสื้อรัดรูปแน่นเข้าจนทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ก็จะมีช่องเปิดไว้หนึ่งช่องหรือมากกว่านั้น ซึ่งทำให้มองเห็นแขนเชิ้ตที่สวมอยู่ด้านใน

ยังมีอีกบางวิธีที่ช่วยให้เคลื่อนหวได้สะดวกขึ้น คือการเปิดรอยเย็บไว้ในจุดต่างๆ แลวใช้เชือกร้อยปิด หรือไม่ก็ทำรอยเย็บตามแนวนอนไว้ที่ข้อศอก แล้วเปิดทิ้งไว้ทางด้านหลัง เพื่อให้สามารถพับข้อศอกได้

การนำแขนเสื้อมาติดกับตัวแจ๊กเก็ต อาจเย็บติดเข้าด้วยกันกับดับบลิตหรือแจ๊กเก็ต หรืออาจร้อยเชือกติดกับรอบต้นแขน เพื่อทำให้เกิดลอนฟูเป็นการประดับไปในตัว ถ้าเป็นแขนที่ใช้ร้อยเชือกก็สามารถนำไปปรับเปลี่ยนกับเสื้อผ้าอย่างหนึ่งสู่อีกอย่างหนึ่งได้

ยังมีแบบแขนเสื้อห้อย โดยปกติจะไม่มีประโยชน์ใช้สอย และเป็นการประดับล้วนๆ แจ๊กเก็ตที่มีแขนห้อยใช้สวมทับดับบลิตเพื่อจะได้มองเห็นแขนดับบลิต

โรบในพิธีเฉลิมฉลอง

โดยบกติแล้วจะเป็นกาวน์ยาวเต็มตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักกฎหมายใช้สวมกัน กาวน์นี้จะใช้สวมทับดับบลิตที่ผูกติดอยู่กับถุงน่องและแจ๊กเก็ต จึงกลายเป็นเสื้อผ้าชั้นที่สวมอยู่ชั้นนอกสุด โรบโดยปกติจะมีแขนห้อย

เสื้อผ้าคลุมชั้นนอก

ในกรณีที่อกนอกบ้านและมีอากาศร้อน ผู้ชายจะสวมเคปสีทั้งแบบเปิดและแบบปิด เคปเหล่านี้มีความยาวต่างๆ กัน พอๆ กับแจ๊กเก็ตที่ยาวต่างกันไป แต่มักจะสวมทับแจ๊กเก็ตจนมิด โดยปกติจะใช้ขนสัตว์กุ๊น หรือใช้ซับในทำด้วยผ้าต่างสี

ผมและเครื่องแต่งศรีษะ

ผม

ผู้ชายหนุ่มๆ ไว้ผมยาวปานกลางไปจนถึงยาวมาก แล้วค่อยๆตัดให้สั้นลงใต้ใบหูทางด้านหน้า ปล่อยยาวห้อยลงไปถึงไหล่ทางด้านหลัง แล้วปล่อยให้ปลายเหยียดตรงหรือหยิก ผู้ชายสูงอายุตัดผมสั้นกว่าคนหนุ่ม ผู้ชายโดยทั่วๆ ไปแล้วจะโกนใบหน้าเกลี้ยง

หมวก

มีแบบหมวกหลากหลายปรากฎอยู่ในงานจิตรกรรม รวมไปจนถึงแบบผ้าพันศรีษะเหมือนหมวกแขก ทรงร่วมยา (Pillbox/พิลล์บอกซ์) ไม่มีปีก ทั้งที่เป็นหมวกรัดศรีษะ (Toques/โทค) นิ่มและแข็งสูง และหมวกที่มีกะโหลกนุ่มและพับขอบขึ้นบน หรือเป็นกะโหลกกลมและปีกแคบ

เครื่องสวมเท้า

รองเท้าปลายแหลมเริ่มมนเข้าทางด้านหน้าไปตลอดจนสิ้นศตวรรษ รองเท้าจะรัดรูป และตัดให้สูงขึ้นผ่านอุ้งเท้า สูงขึ้นไปจรดใต้ระดูกตาตุ่ม

ถุงสวมเท้าส้นหนัง เป็นเครื่องสวมเท้าที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุดในหมู่ผู้ชาย

บู้ต โดยทั่วๆ ไปใช้สวมนอกบ้านในกรณีที่อากาศเปียกแฉะหรือสวมขี่ม้า มักจะเป็นแบบที่พับกลับตรงข้อเท้า และสูงขึ้นไปจนถึงกลางน่อง

____________________

อ้างอิง

พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง.ประวัติเครื่องแต่งกายและแฟชั่นในโลกตะวันตก: รายงานฉบับสมบูรณ์.กรุงเทพฯ:ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547

<< บทที่ 10| บทที่ 12 >>

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet